ผีแดง หงส์แดง เกลียดกันเพราะอะไร

ผีแดง หงส์แดง เกลียดกันเพราะอะไร

วันนี้เราจะพาไปดูเรื่องราว ประวัติศาสตร์แห่งความเกลียดชัง ของสองทีมยักษ์ใหญ่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ ลิเวอร์พูล

นี่คือเกมบิ๊กแมตช์ชั้นนำของ โลกที่เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “เกมแดงเดือด” ซึ่งอิทธิพลของการขับเคี่ยว ไล่ล่าแชมป์สูงสุด ศักดิ์ศรีความยิ่งใหญ่ของทั้ง 2 สโมสร และพลังจากแฟนบอลทั่วโลก อาจจะเรียกว่า นี่เป็นแมตช์หยุดโลก เลยก็ว่าได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจะเข้าใจต้นตอแห่งความเป็น อริกัน ของทัพปีศาจแดง กับพลพรรค เครื่องจักรสีแดง ว่ามีสาเหตุ มาจากอะไร

“พาร์ก พาร์ก นายอาจ กินหมา ในบ้านเกิด ที่เกาหลี แต่ก็ยังดีกว่าพวก สเกาเซอร์ ที่กินหนูในบ้าน เอื้ออารี” นี่คือ Chant หรือเพลงเชียร์ที่แฟนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ร้องเพื่อให้กำลังใจ พาร์ก จี ซอ

ฟังเพลงนี้ก็ตลกดี ที่คนอังกฤษ ยังคิดว่าคนเกาหลีกินหมาเป็นอาหารหลักจริงๆหรือ ไม่ใช่แค่เพลงนี้เท่านั้นแต่ยังมี chat อื่นๆอีกมากมาย ที่แฟนผี แต่งขึ้นมาเพื่อล้อเลียนหงส์ นับๆดูเพลงที่ล้อเลียนหงส์ มีจำนวนมากกว่าที่ล้อคู่ปรับร่วมเมือง อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียอีก

นั่นแสดงให้เห็นว่า ความเกลียดกันของสองทีมนี้ มันไม่ธรรมดา ตามปกติแล้ว คู่ปรับในฟุตบอล อังกฤษ ส่วนใหญ่มักจะเป็นทีมที่อยู่ในเมืองเดียวกัน คือ เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี ว่าทีมไหนคือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ของเมืองนั้น

อย่างเช่น สเปอร์ส กับ อาเซน่อล ก็วัดกันว่า ใครคือราคาของลอนดอนเหนือ หรือ แอสตัน วิลล่า กับ เบอร์มิงแฮม ซิคี้ ก็พิสูจน์กันว่า ใครเจ๋งสุดในเมืองเบอร์มิงแฮม แต่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล

สองทีมนี้เป็นกรณีพิเศษ เพราะเกลียดกันข้ามเมือง ดีกรีความไม่ชอบหน้ากัน ไม่ได้ด้อยไปกว่า ดาร์บี้แมตช์ เลย คำถามคือ ทำไมสองทีมที่อยู่คนละเมือง ถึงเกลียดกันได้ขนาดนี้

     ทำไม แมนเชสเตอร์(ผีแดง) และ ลิเวอร์พูล(หงส์แดง) ถึงเกลียดกัน

ประการแรก ความเจ็บใจที่ถูก ขูดรีด จุดเริ่มต้น ของความเกลียดชัง ต้องย้อนไปไกลกว่า ร้อยปีที่แล้ว ในอดีต ลิเวอร์พูล คือเมืองท่าอันดันต้นๆ ของเกาะอังกฤษ และ ยุโรป เป็นประตูออกสู่ทวีป อเมริกาเหนือ สินค้าทุกอย่าง จะมีจุดเริ่มต้นที่ ลิเวอร์พูล แม้แต่เรือ ไททานิค ก็ยังลงทะเบียน ที่ลิเวอร์พูล ส่วนแมนเชสเตอร์ คือเมืองอุตสาหกรรมที่รุ่งเรืองมาก ในการผลิตฝ้ายดิบ มีคำกล่าวว่า ประชากร 1 ใน 4 ของโลก ใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจาก แมนเชสเตอร์ แต่ปัญหาของ แมนเชสเตอร์ ก็คือ ถึงจะมีกำลังผลิตมากแค่ไหน แต่การส่งออกไปทั่วโลก ก็จำเป็นต้องใช้เรือ

แมนเชสเตอร์ ก็ไม่ได้ติดทะเล ดังนั้นจึงช่วยไม่ได้ ที่ต้องขนส่งสินค้า ทางบก เอาไปขึ้นเรือที่ท่า ลิเวอร์พูล ซึ่งเมือง ลิเวอร์พูล ก็เก็บค่าภาษีปากเรือแพงมาก ลิเวอร์พูลไม่ต้องลงแรงผลิตอะไร เก็บเงินกินเปล่าอย่างเดียว ไม่ว่าจะนำเข้า หรือ ส่งออก พวกเขาเก็บกินเรียบ ซึ่งทาง แมนเชสเตอร์ ก็คับแค้นใจมาหลายปี เพราะเหมือนถูกขูดรีด ดังนั้นสภาเมืองจึงมีการตัดสินใจ ว่า จากนี้ไป จะไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่างอีกแล้ว ทางสภาเมืองแมนเชสเตอร์ จึงได้มีมติ ขุดคลอง แมนเชสเตอร์ขึ้นมา ทะลุจากทะเล ยาวมาถึงตัวเมือง แมนเชสเตอร์ โดยใช้เวลาในการขุด 7 ปี ระยะทาง 58 กิโลเมตร และเมื่อการขุดคลองเสร็จสิ้น ทำให้คราวนี้เรือจากทั่วโลก ไม่ต้องแวะจอดที่ลิเวอร์พูล และสามารถนำสินค้า ขึ้นหรือลง ที่ท่าแมนเชสเตอร์ได้เลย หลังคลองสร้างเสร็จในปี 1894 อำนาจทางเศรษฐกิจของเมืองลิเวอร์พูล ก็ถดถอยลงไป และกลายเป็นแมนเชสเตอร์ ที่มีความมั่งคั่งแทนที่ ความคับข้องใจที่ถูกขูดรีด และการเอาคืนอย่างเจ็บแสบ เริ่มสร้างรอยบาดหมางให้กับทั้งสองเมือง

ประการที่ 2 การเหยียดหยันกัน จากทั้ง 2 ฝั่ง ในอดีตแมนเชสเตอร์ เป็นเมืองอุตสาหกรรม คนทำงานที่โรงงานผ้าฝ้าย ส่วน ลิเวอร์พูลเป็นเมืองท่า ผู้คนแต่งตัวหรู ดูดี เป็นนักบัญชี เป็นนายหน้าของบริษัทประกันภัย ซึ่งทำงานเกี่ยวกับการขนส่งสินค้า ที่ท่าเรือ จึงมีสำนวนที่คนเมือง ลิเวอร์พูล ชอบพูดกันว่า “Liverpool gentlemen imported cotton,Manchester men made it in to cloth” ที่แปลว่า สุภาพบุรุษจากเมืองลิเวอร์พูล นำเข้าผ้าฝ้าย เอามาให้ผู้ชายจากเมือง แมนเชสเตอร์ เอาไปทำเสื้อผ้า เป็นการ เหยียดหยันของคนเมืองลิเวอร์ พูด ที่ชอบดูถูกคนเมือง แมนเชสเตอร์ ว่าเป็นพวกใช้แรงงาน ในเวลาต่อมา บทบาทของท่าเรือลดลง ไปจากเดิม ลิเวอร์พูลเองก็แปรสภาพจากเมืองท่าเรือ เป็นเมืองอุตสาหกรรมเช่นกัน ปัญหารุนแรง เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 เมื่อเศรษฐกิจของ อังกฤษ อยู่ในภาวะฝืดเคือง ขณะที่รัฐบาลเอง ก็ไม่ได้ยื่นมือมาช่วยเหลือ อะไรเมือง ลิเวอร์พูล ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรม ต้องปิดตัวหลายแห่ง ผู้คนพากันตกงาน อดอยากหิวโหย ซึ่งตรงข้ามกับ แมนเชสเตอร์ ที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ ผู้คน แมนเชสเตอร์ ได้ที มีโอกาสเย้ยหยันคืน เพลงของพาร์ก จี ซอง ที่ร้องว่า “พาร์ก พาร์ก นายอาจกินหมา ในบ้านเกิดที่เกาหลี แต่ก็ยังดีกว่าพวกสเกาซ์ ที่กินหนู ในบ้านเอื้ออารี” ก็มีที่มาจากเรื่องนี้ คนแมนเชสเตอร์ เหยียดหยัน คนลิเวอร์พูลว่ายากจน ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวกิน จนต้องกินหนูสกปรก ประทังชีวิต และไปใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเอื้ออาทร ( Social council ) นั่นเอง การเหยียดหยันกันของทั้งสองฝั่ง โดนผลิตซ้ำ จากรุ่นสู่รุ่น เยาวชนรุ่นใหม่โตขึ้นมา ก็ซึมซับความเกลียดชัง อันนี้ ไปโดยปริยาย

ประการสุดท้าย เรื่องฟุตบอล ที่กล่าวมาทั้ง2ข้อ ก็เป็นปัจจัยส่งเสริมความเกลียดชัง แต่ในที่สุดแล้ว มันคือเรื่องฟุตบอลเป็นหลัก นี่คือแย่งชิงความยิ่งใหญ่กันของทั้ง 2 ทีม ที่ครองแชมป์ลีกสูงสุด มากสุดในอังกฤษ นี่คือสงคราม ของ ผีแดง และ หงส์แดง ที่ขับเคี่ยวกันมาตลอด

ผีแดง หงส์แดง