กองหน้าจอมเกรียน

 

 

 

กองหน้าจอมเกรียน มาริโอ บาโลเตลี่

กองหน้าจอมเกรียน

ถ้าจะถามถึงนักฟุตบอลที่เกรียนที่สุดในยุคนี้ หน้าของนักฟุตบอลผิวสีที่มีรอยยิ้มชวนหลงไหล คงแว๊บเข้ามาในหัวของท่านทันที เขาคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เขาคนนั้นก็คือ มาริโอ บาโลเตลี่ ศูนย์หน้าทีมชาติ อิตาลี คนนี้นี่เอง บาโลเตลี่ นั้น เกิดที่เมือง ปาแลโม โดยย้าย ถิ่นฐาน มาจากประเทศ กาน่า พร้อมกับครอบได้ตั้งแต่อายุเพียง 2 ขวบเท่านั้น และเมื่ออายุ 3 ขวบนั้น เขาได้กลายเป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวชาวอิตาลี ที่อยู่อยู่ในเมือง เบรชชา ตอนเหนือของ อิตาลี พร้อมได้นามสกุล บาโลเตลี่มาต่อท้ายนามสกุล

บาโลเตลี่ นั้น เริ่มอาชีพนักฟุตบอลกับทีม รูเมซาเน่ จนพัฒนาฝีเท้า ถึงอายุ 15 ปี ก็ได้ติดทีมชุดใหญ่ โดยประเดิมนัดแรกพบกับทีม ปาโดวา ในศึกกัลโช ซีรี่ซี ในวันที่ 2 เมษายน ปี 2006 หลังจากนั้นได้มีโอกาสไปทดสอบฝีเท้ากับบาเซโลน่า

แต่ว่าไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้เค้าเลือกที่จะย้าย ไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ในปี 2006 โดยมีสัญญาร่วมกับ เอซีมิลาน ด้วย และในปี 2007 เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีม ทีพบกับ เชฟฟิล ยูไนเต็ด โดยเป็นแมต ที่เฉลิมฉลอง 105 ปี ของทางด้านเชฟฟิล ยูไนเต็ด โดยเกมส์นัดนี้นั้น บาโลเตลี่ ซัลโวไป 2 ประตู จากชัยชนะ 5 ประตู ต่อ 2

บาโลเตลี่ นั้น ได้ลงเล่นนัดแรกใน ซีรีอาร์ ในวันที่ 16 ธันวาคม ปี 2007 ในเกมส์ที่ชนะกายารี่ไป 2 ประตู ต่อ 0 และในเดือน พฤศจิกายน ปี 2008บาโลเตลี่กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้องที่สุดของอินเตอร์มิลาน ที่สามารถทำประตูให้กับอินเตอร์มิลานได้ ในศึก ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก โดยซัลโวไป 1 ตุง ในนัดที่ เสมอกับ อันนาโตซิส ฟามากัสต้า 3ประตู ต่อ 3ต่อมานั้นเขาต้องจมกับความเจ็บปวดเมื่อถูกแฟนบอลยูเว่ ร้องเพลงเหยียด สีผิว จนทำให้ยักษ์ใหญ่แห่ง อิตาลี ถูกแบนเกมส์ในบ้าน 1 เกมส์ โดยห้ามแฟนบอลเข้าชม ทำให้จบฤดูกาลแรกของเขา นั้นคว้าแชมป์ลีค สมัยที่ 4 ติดต่อกัน ของสโมสร

ใน ซีซั่นที่2ต่อมานั้นบาโลเตลี่ เริ่มมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมโดยเฉพาะกับโจเซมูริญโญ่ ทำให้เขาถูกตัดออกจากทีมชุดใหญ่เพราะสาเหตุที่เจ้าตัวนั้นซ้อมไม่มากพอเหมือนผู้เล่นคนอื่นๆและความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักเกิดขึ้นอีกของเขากับมูริญโญ่ เกิดขึ้นในเกมส์ ที่ เสมอกับ โรม่า 1-1 โดยผู้จัดการทีมชาวโปรตุเกสนั้นบอกว่า ความสามารถของ บาโลเตลี่นั้นเกือบจะเป็น0เลยทีเดียว

จากนั้นในเกมส์ วันที่5 ธันวาคมปี 2009ในเกมส์ที่แพ้ ยูเวนตุส เมื่อเขาถูกฟิลิเป้ เมโล่ ตีศอกเข้าที่หัวไหล่ จนเกิดการทะเลาะกัน และเมโล่ ก็ถูกไล่ออกจากสนาม ความขัดแย้งของเขาและมูริญโญ่ ยิ่งทวีหนักขึ้นในเกมส์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก เกมส์ที่ชนะเชลซี 1-0 โดยบาโลเตลี่หลุดจากทีมชุดใหญ่หลังมีปากมีเสียงกับ มูริญโญ่ ในเกมส์นั้น

และในฤดูกาล 2010 เขาถูกแฟนๆ วิจารณ์อย่างหนักหลังเจ้าตัวนำเสื้อเอซีมิลาน ไปใส่ออกทีวีจนเขาต้องออกมาแถลงขอโทษผ่านเวปไซด์สโมสร และความเจ้าปัญหาของเขาก็มาถึงจุดแตกหักเมื่อเขาแสดงความไม่พอใจโดยการปาเสื้อทีมลงพื้น

หลังจากถูกแฟนโห่ไล่ตลอดเวลาในสนามจนกลายเป็นข่าวว่าทีมในพรีเมียร์ลีก อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แมนเชสเตอร์ซิตี้ สนใจที่คว้าตัวเขาไปร่วมทีมและหลังจากนั้นวันที่ 12สิงหาคม2010บาโลเตลี่ตัดสินใจย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ด้วยค่าตัว 21.8 ล้านปอนด์ โดยเป็นการร่วมงานกันอีกครั้งกับเจ้านายเก่า โรแบร์โต้ มันชินี่ โดยเลือกสวมเสื้อหมายเลข 45

ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 2010เขานั้นได้รับรางวัลโกลเด้นบอยซึ่งเขานั้นได้รับถัดมาจาก ลีโอเนล เมสซี่ ในปีก่อนโดยไม่วายที่จะโชว์เกรียนในวันรับรางวัลโดยเขาแขวะว่า เขาไม่รู้จัก แจ็ควิลเชียร์ ของอาเซน่อลแต่อย่างใด ซึ่งแจ็ค วิลเชียร์ ถือเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของอาเซน่อลและเป็นคู่แข่งชิงรางวัล

และในวันที่14พฤษภาคม2011 เขากลายเป็นแมนออฟเดอะแมตในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพที่ชนะสโต๊คซิตี้ ไป 1-0 และเป็นโทรฟี่แรกของสโมสร ในรอบ 35 ปีหลังจากนั้นในฤดูกาล 2011-2012เขาถูกเอฟเอแบนไป 4เกมส์เนื่องจากตั้งใจเตะใส่สก็อตปาร์คเกอร์ และเขาวิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากแย่งกันยิงฟรีคิกกับอเล็กซานเด้อ โครารอฟ จนมีปากมีเสียงกันในที่สุด

และต่อมาในวันที่ 29 มกราคม2013เอซี มิลานก็ประกาศคว้าตัวบาโลเตลี่ มาร่วมทีม ด้วยสัญญาระยะยาว5ปี ค่าตัว20 ล้านปอนด์โดยมันชินี่กล่าวว่านี่คือเรื่องที่ถูกต้องที่เขาย้ายไป ละบาโลเตลี่นั้นยังเลือกสวมเสื้อเบอร์ 45 คงเดิม กับ เอซี มิลาน